สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) เผยตลาดรับสร้างบ้านครึ่งปีแรก 2569 ยังเติบโต แม้เศรษฐกิจกดดัน พร้อมประเมินมูลค่าสร้างบ้านทั่วไทย 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4-5% จากปี 2568 แบ่งเป็นกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 20% ต่างจังหวัด 80% ขณะที่ยอดขายสมาชิกสมาคมครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4,800 ล้านบาท เติบโต 12% และคาดว่าสิ้นปีจะทำยอดขายรวมที่ 1 หมื่นล้านบาท
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ปัจจัยสนับสนุนตลาดรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งปีหลังมาจากราคาก่อสร้างที่เริ่มทรงตัว โดยบริษัทสมาชิกยังคงตรึงราคาบ้านมาตั้งแต่ไตรมาส 2 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและกระตุ้นการตัดสินใจสร้างบ้าน
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้บริโภคที่สร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง หรือ เรียลดีมานด์ ยังมีความต้องการต่อเนื่อง โดยสถาบันการเงินมีแนวโน้มให้เครดิตกับกลุ่มสร้างบ้านเอง มากกว่าการซื้อบ้าน เนื่องจากเป็นความต้องการเพื่อการอยู่อาศัยจริง ไม่ใช่การซื้อเพื่อเก็งกำไร ซึ่งจะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง
บ้าน 20 ล้านบาทขึ้นไปมาแรง
พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีแรกสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน โดยบ้านระดับราคา 20.01 ล้านบาทขึ้นไป กลายเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วน ยอดเซ็นสัญญาสูงสุด 26% ตามด้วยบ้านราคา 10.01-20 ล้านบาท 25% บ้านราคา 5.01-10 ล้านบาท 23% และบ้านราคา 2.51-5 ล้านบาท 21%
เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งบ้านราคา 10.01-20 ล้านบาทมีสัดส่วนสูงสุด 26% รองลงมาคือบ้านราคา 2.51-5 ล้านบาท 25% บ้านราคา 5.01-10 ล้านบาท 23% และบ้านราคา 20.01 ล้านบาทขึ้นไป 20% จะเห็นว่ากลุ่มบ้านระดับบนมีการขยับขึ้นอย่างชัดเจน
“ตลาดบ้านหรูระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไปได้รับความสนใจจากตลาดมากเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนว่ากลุ่มลูกค้าระดับบนยังมีกำลังซื้อแข็งแกร่ง และหันมาเลือกใช้บริการ จากบริษัทสมาชิกสมาคมฯ มากขึ้น เนื่องจากจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความมั่นคง” นายอนันต์กร กล่าว
ยกระดับความเชื่อมั่น ตั้งกองทุนประกันผู้บริโภค
หนึ่งในมาตรการสำคัญที่สมาคมฯ ต้องการยกระดับมาตรฐานธุรกิจรับสร้างบ้าน คือการจัดตั้ง “กองทุนประกันผู้บริโภค” เพื่อเพิ่มหลักประกันให้กับผู้บริโภค ที่เลือกใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมฯ
ที่ผ่านมา สมาคมฯ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเมื่อเกิดข้อพิพาท ระหว่างสมาชิกกับผู้บริโภค โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีกรณีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยไม่ถึง 10 กรณี และสามารถยุติข้อพิพาทได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ต้องการยกระดับ จากการเป็นเพียงผู้ไกล่เกลี่ย ไปสู่การมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ภายใต้กองทุนประกันผู้บริโภค หากเกิดเหตุจากความผิดพลาดของบริษัทสมาชิก จนไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ และผ่านการตรวจสอบและพิจารณาว่าสมาชิก เป็นฝ่ายผิดจริง ผู้บริโภคจะได้รับเงินเยียวยาตามมูลค่าความเสียหายจริง สูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อบริษัทสมาชิก โดยสมาคมฯ กำหนดกรอบ การเยียวยาภายใน 30 วัน
โครงการดังกล่าวเริ่มต้นในลักษณะโครงการนำร่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและเป็นกลไกสร้างความแตกต่างระหว่างบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ กับผู้รับเหมาทั่วไปหรือบริษัทที่อยู่นอกสมาคมฯ โดยสมาคมฯ จะติดตามผลการดำเนินงานและพิจารณาทบทวนรูปแบบกองทุนในอนาคต
“กองทุนประกันผู้บริโภคนี้ ไม่เพียงเป็นกลไกคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นมาตรฐานใหม่ที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมรับสร้างบ้าน ส่งเสริมให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ ได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น”
นายอนันต์กรกล่าวและว่า สำหรับกองทุนประกันผู้บริโภค สมาคมวางกรอบเงินกองทุนเบื้องต้นประมาณ 5 ล้านบาท โดยเป็นระบบที่สมาคมและสมาชิกมีส่วนร่วมรับผิดชอบร่วมกัน โดยสมาคมฯ มีเงินสะสมจากการดำเนินกิจกรรมและรายได้ของสมาคม รวมถึงให้สมาชิกมีส่วนร่วมรับผิดชอบผ่านการสมทบตามหลักเกณฑ์ของโครงการ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบร่วมกัน ในการดูแลมาตรฐานของสมาชิก
โครงการดังกล่าวกำหนดเป็นโครงการนำร่องในระยะประมาณ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2569 ถึงวันที่ 31 ก.ค. 2571 ทั้งนี้ สิทธิความคุ้มครองดังกล่าวครอบคลุมผู้ที่จองสร้างบ้าน และเซ็นสัญญากับบริษัทสมาชิกภายใต้เงื่อนไขของโครงการ ตั้งแต่วันที่กำหนดข้างต้น โดยสมาคมฯ จะติดตามผลการดำเนินงาน และประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น หากตลอดระยะเวลาโครงการไม่มีกรณีที่ต้องใช้เงินเพื่อเยียวยาผู้บริโภค เงินสมทบตามโครงการจะมีการพิจารณาคืนให้แก่สมาชิกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ทั้งนี้สมาคมฯ ยืนยันว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งระบบกองทุน ไม่ได้ถูกนำไปบวกเพิ่มในราคาค่าก่อสร้างบ้านหรือผลักภาระไปยังผู้บริโภค แต่เป็นความร่วมมือและความรับผิดชอบของสมาชิก เพื่อแลกกับการยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่เลือกใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านภายใต้สมาคมฯ
ขยายสมาชิกภูมิภาค รับตลาดต่างจังหวัดโต
ปัจจุบันสมาคมฯ มีสมาชิก 85 บริษัท แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 42 บริษัท และต่างจังหวัด 43 บริษัท สะท้อนการขยายตัวของผู้ประกอบการในภูมิภาค โดยสมาคมฯ ตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีจำนวนสมาชิกอาจเพิ่มขึ้นเป็น 100 บริษัท
สมาคมฯ ยังคงใช้เกณฑ์คัดกรองสมาชิกอย่างเข้มงวด โดยพิจารณาทั้งความพร้อมในการดำเนินธุรกิจ คุณภาพ มาตรฐาน และความสามารถในการให้บริการ เพื่อให้สมาชิกสามารถสร้างประโยชน์แก่ผู้บริโภค และไม่สร้างความเสี่ยงต่อธุรกิจรับสร้างบ้านโดยรวม
นอกจากนี้ สมาคมฯ ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการภูมิภาคในภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีสมาชิกประมาณ 14-15 บริษัท เพื่อทำหน้าที่อบรมสมาชิก สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน รวมถึงขยายฐานสมาชิกในภูมิภาค
HBA ลุยงาน Expo 2026 ดันยอดขาย 3 พันล้าน
สำหรับการกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง สมาคมฯ เตรียมจัดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2026” ภายใต้แนวคิด “ที่เดียวจบ ครบเรื่องสร้างบ้าน” ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ย. 2569 ที่อิมแพ็ค ฮอลล์ 8 เมืองทองธานี โดยรวมบริษัทรับสร้างบ้านมาตรฐาน ซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมฯ 32 บริษัท พร้อมผู้เชี่ยวชาญและสถาปนิก ให้คำปรึกษาแก่ผู้บริโภค
ภายในงานจะมีแบบบ้านมากกว่า 1,000 แบบ ครอบคลุมระดับราคาตั้งแต่ 1 ล้านบาท ไปจนถึงมากกว่า 100 ล้านบาท รวมถึงนวัตกรรมบ้านประหยัดพลังงาน นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ระบบ Smart Home วัสดุก่อสร้าง สินเชื่อสร้างบ้านอัตราพิเศษจากสถาบันการเงิน และโปรโมชั่นจากบริษัทสมาชิกและพันธมิตร
สมาคมฯ ตั้งเป้ายอดขายจากการจัดงานประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายภายในงาน 2,000 ล้านบาท และยอดขายต่อเนื่องหลังจบงานอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยผู้บริโภคที่จองสร้างบ้านและเซ็นสัญญากับบริษัทสมาชิกภายในงาน ยังได้รับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุนประกันผู้บริโภค
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนทิศทางของสมาคมฯ ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการผลักดัน ยอดขายตลาดรับสร้างบ้าน แต่ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ การขยายเครือข่ายสู่ภูมิภาค และการสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจสร้างบ้านกับบริษัทสมาชิกในระยะยาว




